วิธีกล่าวทักทายในภาษาญี่ปุ่น

ประโยคที่ใช้ “ทักทาย” ในภาษาญี่ปุ่น คือ “คนนิจิวะ” แต่ความจริง ยังมีประโยคอีกมากมายในภาษาญี่ปุ่นที่ใช้กล่าวทักทายผู้คน ใน วิกิฮาว ครั้งนี้จะมาสอนเรื่องน่ารู้ เป็นประโยชน์แก่ตัวคุณในเรื่องของการทักทายในญี่ปุ่นกัน

สรปุสั้นๆ 10 วิ
พูด “คนนิจิวะ” ในทุกสถานการณ์
รับโทรศัพท์พร้อมกล่าวว่า “โมชิ โมชิ”
ใช้คำว่า “โอสซุ” กับเพื่อนสนิทที่เป็นผู้ชาย
ในโอซาก้า คำว่า “ยาโฮ่” เป็นที่นิยมกันมาก โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กผู้หญิง
เมื่อมีคนโค้งคำนับให้คุณ คุณก็ต้องโค้งคำนับกลับ

วิธีที่ 1 ทักทายแบบทั่วไป
พูด “คนนิจิวะ” ในทุกสถานการณ์ ประโยคนี้ใช้ทักทายได้ในทุกโอกาส และถ้าคุณจำประโยคทักทายประโยคอื่นไม่ได้เลย ใช้ประโยคนี้ซะ
คุณสามารถใช้ประโยคทักทายนี้ได้ทุกคน ไม่จำกัดฐานะทางสังคมด้วย
แม้จะมีคำทักทายที่แยกเป็นเวลาต่างๆแล้ว ประโยคนี้สามารถใช้ทักทายตอนบ่ายได้ด้วย (แทน Good Afternoon ได้)
สำหรับประโยคนี้ คันจิจะเขียน 今日は ส่วนฮิรางานะเขียนこんにちは
ออกเสียงประโยคนี้ได้ว่า คน-นี-จี-วา
รับโทรศัพท์พร้อมกล่าวว่า “โมชิ โมชิ” คำนี้เป็นการกล่าวทักทายกันในโทรศัพท์
ใช้คำนี้ทักทายทุกครั้ง ไม่ว่าคุณจะเป็นฝ่ายรับหรือฝ่ายโทรไปหา โมชิ โมชิ เป็นคำที่เหมาะสมที่จะพูดทางโทรศัพท์มากกว่า คนนิจิวะ
ห้ามใช้ โมชิ โมชิ กับการพูดต่อหน้ากัน
คำนี้เขียนเป็นฮิรางานะได้อย่างนี้ もしもし
ออกเสียงคำนี้ว่า โมช-โมช

วิธี่ที่ 2 ทักทายแบบไม่เป็นทางการ
ใช้คำว่า “โอสซุ” กับเพื่อนสนิทที่เป็นผู้ชาย คำนี้เป็นคำทักทายไม่เป็นทางการ ใช้กับเพื่อนสนิทที่เป็นผู้ชาย หรือกับญาติสนิทที่เป็นผู้ชาย อายุไล่เลี่ยกัน
คำนี้จะไม่นิยมใช้กับเพื่อนที่เป็นผู้หญิง หรือกับเพื่อนต่างเพศ
โอสซุ มีความหมายประมาณว่า “เฮ้ ว่าไง!” หรือ “ไงพวก!”
คำนี้เขียนเป็นฮิรางานะได้แบบนี้ おっす
ออกเสียงคำนี้ว่า โอส
ในโอซาก้า คำว่า “ยาโฮ่” เป็นอีกคำหนึ่งที่ไว้ใช้ทักทายกันในกลุ่มเพื่อนฝูง
ปกติจะเขียนเป็นคาตาคานะกัน เพราะเป็นคำที่ใช้แสดงความรู้สึก (ヤーホー)
ออกเสียงคำนี้ว่า “ยา-โฮ่”
ยาโฮ่ สามารถใช้กล่าวทักทายในกลุ่มคนที่อายุน้อยกว่าได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กผู้หญิง
คำถามว่า “ไซคิน โดะ?” มีค่าเท่ากับคำถามในภาษาอังกฤษว่า “มีอะไร?” หรือ “ว่าไงมั่ง?”
เช่นเดียวกับคำทักทายแบบไม่เป็นทางการ คุณควรกล่าวคำนี้กับคนที่คุณสนิทสนมกัน เช่นเพื่อน พี่น้อง หรือกับเพื่อนร่วมห้อง หรือเพื่อนร่วมชั้นในบางโอกาส
คำถามนี้เขียนเป็นคันจิได้ว่า 最近どう? เขียนเป็นฮิรางานะได้ว่า さいきん どう?
ออกเสียงคำถามนี้แบบลวกๆได้ว่า ซิง-คิน-โด
กล่าวทักทายกับคนที่เราไม่ได้เจอกันเป็นเวลานานด้วย “ฮิซาชิบุริ” ในภาษาอังกฤษ เปรียบได้กับทักทายประมาณว่า “ไง ไม่เจอกันนานเลยนะ” หรือ “ไม่เจอกันตั้งพักนึงเลย”
ปกติคุณควรกล่าวทักทายแบบนี้กับเพื่อนสนิทหรือสมาชิกในครอบครัวที่คุณไม่เจอมาเป็นเวลานาน เป็นสัปดาห์ หนึ่งเดือน หรือปี
เขียนคำนี้เป็นคันจิได้ว่า 久しぶり ส่วนฮิรางานะเขียนแบบนี้ ひさしぶり
ถ้าอยากให้ดูเป็นทางการหน่อย ให้พูดแบบนี้ “โอ ฮิซาชิบุริ เดส เน” เขียนเป็นคันจิได้ว่า お久しぶりですね ส่วนฮิรางานะเขียนแบบนี้ おひさしぶりですね
ออกเสียงประโยคนี้ในรูปเต็มได้ว่า โออ ฮี-ซา-ชี-บู-รี-เด-ซือ-เน

วิธีที่ 3 มารยาทในการโค้งคำนับ
การโค้งคำนับใช้กันบ่อยมาก ไม่ใช่ใช้กันแค่ตอนพบเจอกันเพียงอย่างเดียว แต่มันแสดงถึงความเคารพซึ่งกันและกันด้วย สามารถให้ฝ่ายไหนเป็นคนเริ่มก่อนก็ได้
เข้าใจไว้ว่าการโค้งให้แก่กัน เป็นมารยาทที่ดีงามกว่าการจับมือกัน ส่วนสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ต้องจำคือการโค้งตอบ
เมื่อมีคนโค้งคำนับให้คุณ คุณก็ต้องโค้งคำนับกลับ คุณควรจะโค้งให้ต่ำลงกว่าคู่สนทนาของคุณที่เป็นฝ่ายโค้งให้คุณก่อน การโค้งให้ต่ำลงเป็นการแสดงความเคารพต่อคู่สนทนาของคุณ ดังนั้น ควรโค้งให้ต่ำกว่าคนที่โค้งให้คุณ ถ้าเขาคนนั้นมีฐานะทางสังคมสูงกว่าคุณ หรือเป็นคนที่คุณไม่รู้จัก
การโค้งคำนับทักทายกันจะโค้งต่ำลงมาประมาณ 15 องศา กับคนที่คุณคุ้นหน้าค่าตากันดี ส่วนกับคนที่คุณเพิ่งพบกับเขาหรือฐานะทางสังคมเขาสูงกว่าคุณ ให้คุณโค้งต่ำลงมาประมาณ 30 องศา การโค้งคำนับที่ลงมาต่ำถึง 45 องศาจะไม่นิยมทำกัน เว้นแต่คุณจะไปพบกับนายกเทศมนตรีของญี่ปุ่นหรือพบกับองค์จักรพรรดิ
ถ้าคุณอยากจะโค้งคำนับให้กับเพื่อนที่แสนดีของคุณ คุณแค่ผงกหัวให้ก็พอ แบบนี้คือการการโค้งคำนับที่ง่ายที่สุด
โค้งคำนับ ให้แขนทั้งข้างของคุณอยู่ข้างลำตัว ตามองขนานไปกับหัวของคุณ มั่นใจด้วยว่า คุณใช้แรงส่งจากเอวเพื่อโค้งคำนับ ถ้าแค่ผงกหัวหรือแค่ยักไหล่นั้นเป็นการทักทายที่ไม่เป็นทางการและส่อไปในทางดูหมิ่นคู่สนทนาได้

วิธีที่ 4 การทักทายแบบเป็นเวลา
เปลี่ยนไปทักทายด้วยประโยค “โอฮาโยะ โกไซมัส” ในการสวัสดีกันตอนเช้า ใช้ประโยคนี้สวัสดีผู้คนในเวลาก่อนเที่ยง ประโยคแปลเป็นความหมายง่ายๆได้ว่า “สวัสดี”
การทักทายเฉพาะเวลาในญี่ปุ่นนี้ สำคัญพอๆกับการทักทายเฉพาะเวลาในสหรัฐอเมริกา ในขณะที่คุณกล่าว่า “คนนิจิวะ” ทักทายกันตอนเช้าก็ได้ แต่ส่วนใหญ่เขาใช้ “โอฮาโยะ โกไซมัส” ในการกล่าวทักทายตอนเช้ากันมากกว่า
ประโยคนี้เขียนเป็นคันจิได้ว่า お早うございます เขียนเป็นฮิรางานะได้ว่า おはようございます
คุณสามารถย่อให้สั้นลงได้ โดยกล่าวแค่ “โอฮาโยะ” เวลาพูดกับเพื่อน หรือคนที่คุณคุ้นเคยกันดี คันจิเขียนได้ว่า お早う ส่วนฮิรางานะเขียนได้ว่า おはよう
ออกเสียงประโยคทักทายนี้ได้ว่า โอ-ฮา-โย-โก-ไซย-มัส
ใช้ “คมบังวะ” กล่าวทักทายตอนเย็น หลังมื้อเย็นไปแล้ว คุณควรเริ่มกล่าวทักทายผู้อื่นด้วยประโยคนี้มากกว่าประโยค “คนนิจิวะ”
เช่นเดียวกับการกล่าวทักทายเฉพาะเวลาอื่นๆ คมบังวะเป็นประโยคพื้นฐานใช้ทักทายช่วงเย็นถึงค่ำ คุณยังใช้ “คนนิจิวะ” ได้อยู่ แต่อย่างหลังมันไม่เหมาะกว่าอย่างแรก
เขียนประโยคนี้เป็นคันจิได้ว่า 今晩は ฮิรางานะเขียนได้ว่า こんばんは
ออกเสียงคมบังวะเป็น คม-บัง-วะ
ลองใช้ “โอยาสึมิ นาไซ” เพื่อกล่าวอำลากันตอนค่ำ
จดไว้ว่า โอยาสึมิ นาไซ ใช้กันบ่อยๆแทนคำว่า “ราตรีสวัสดิ์” ในตอนกลางคืนมากกว่าคำว่า “สวัสดี” คุณอาจถูกมองด้วยสายตาแปลกๆงงๆ เมื่อคุณใช้ “สวัสดี” ในตอนกลางคืน
เมื่อคุณอยู่กับเพื่อนๆ เพื่อนร่วมชั้น สมาชิกในครอบครัวที่สนิทๆกัน หรือใครก็ตามที่คุณรู้จักกัน ประโยคนี้สามารถย่อให้สั้นลง เป็น โอยาสึมิ แทนได้
โอยาสึมิ เขียนแบบฮิรางานะได้แบบนี้ おやすみ ถ้าทั้งประโยค โอยาสึมินาไซ เขียนเป็นแบบนี้ おやすみなさい
ออกเสียงประโยคนี้ได้ว่า โอ-ยา-ซือ-มี-นา-ไซย

วิธีการเรียนภาษาญี่ปุ่น

คนนิจิวะ (こんにちは)! ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาที่ดีในการเริ่มเรียนรู้ ไม่ว่าคุณจะใช้มันในการทำธุรกิจ เสพสื่อมีเดียของญี่ปุ่นให้เข้าถึงอารมณ์มากขึ้น เช่นพวกการ์ตูนมังงะ หรือพูดคุยสนทนากับเพื่อนชาวญี่ปุ่นของคุณก็ตาม แต่ในขั้นแรกนั้น การเรียนภาษาญี่ปุ่นอาจทำให้คุณรู้สึกท้อกันบ้าง เพราะมันไม่มีความเกี่ยวเนื่องกัน หรือใช้มันเป็นแหล่งอ้างอิงกับภาษาอื่นเช่นภาษาอังกฤษเข้ามาช่วยได้เลย รูปแบบการเขียนและแนวทางก็ยังซับซ้อนเข้าไปอีก แต่เรื่องหลักไวยากรณ์ การออกเสียงและพวกบทสนทนาพื้นฐานจะตรงไปตรงมา ไม่ซับซ้อนอะไร เริ่มด้วยการรู้ประโยคที่จำเป็นๆก่อน แล้วค่อยเรียนลึกไปถึงเสียงในภาษาญี่ปุ่นและรูปแบบการเขียนกันก่อนดีกว่า

วิธีที่ 1 พื้นฐานของภาษา

เรียนรู้รูปแบบการเขียนภาษาญี่ปุ่น การเขียนภาษาญี่ปุ่นมีทั้งหมดสี่รูปแบบ แต่ละรูปแบบก็จะมีอักขระที่ต่างกันออกไป อาจดูเหมือนมากมาย แต่ทุกคำในภาษาญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นการเขียนในรูปแบบใดก็ตาม จะมีการออกเสียงด้วยการรวมกันของเสียงพื้นฐานเพียง 46 เสียง การจัดรูปแบบการเขียนที่ต่างกันและวิธีใช้ที่ต่างกันของแต่ละรูปแบบให้ได้เป็นสิ่งสำคัญในการเรียนภาษาญี่ปุ่น อธิบายภาพรวมแบบรวบรัดได้ดังนี้
ฮิรางานะเป็นพยางค์ ตัวอักษรการออกเสียงในภาษาญี่ปุ่น ที่สร้างรูปแบบการเขียนในภาษาญี่ปุ่นขึ้นมาหนึ่งรูปแบบ อักขระแต่ละตัวจะมีพยางค์เป็นของตัวเอง อาจรวมถึงสระและเสียงพยัญชนะด้วย ซึ่งไม่เหมือนกับพยัญชนะในภาษาอังกฤษเลย
คาตาคานะก็เป็นอีกหนึ่งพยางค์ ส่วนมากใช้ทับศัพท์ภาษาต่างประเทศ หรือเสียงเลียนธรรมชาติ (เช่นเสียง ปัง! หรือเสียงกรีดร้อง) เมื่อรวมฮิรางานะเข้ากับคาตาคานะเข้าด้วยกันแล้ว มันจะกลายเป็นตัวกำหนดช่วงเสียงทั้งหมดในภาษาญี่ปุ่น
คันจิเป็นอักขระของจีนที่นำมาปรับให้เป็นรูปแบบการเขียนอีกอย่างหนึ่งในภาษาญี่ปุ่น ในขณะที่ฮิรางานะและคาตาคานะเป็นตัวอักษรที่มีการออกเสียงเพียงอย่างเดียว แต่คันจิไม่เป็นแบบนั้น มีตัวอักษรคันจิมากมาย เป็นพันๆตัว พร้อมด้วยการใช้งานที่แบบทั่วไปถึง 2,000 แบบ ฮิรางานะและคาตาคานะถือกำเนิดมาจากตัวคันจิพวกนี้แหละ เสียงทั้ง 46 เสียงที่เอามาออกเสียงตัวฮิรางานะและคาตาคานะก็เอามาออกเสียงคันจิด้วยเช่นกัน
ตัวพยัญชนะที่เอามาใช้เขียนชื่อย่อ ชื่อบริษัท หรือชื่อที่เกิดจากความสุนทรียะในการแต่งของผู้เขียนในญี่ปุ่นนั้น เรียกว่า โรมาจิ (“ตัวอักษรโรมัน”) ภาษาญี่ปุ่นสามารถใช้ตัวอักษรลาตินมาเขียนแทนได้ มันไม่ได้ใช้กันทั่วไปหรอก แต่เอามาใช้ในการฝึกผู้เริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่น ให้ออกเสียงภาษาญี่ปุ่นได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีตัวอักษารในภาษาญี่ปุ่นอีกเพียบที่ซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบายในรูปของตัวอักษรลาตินได้ และรวมไปถึงคำพ้องรูปหรือพ้องเสียง (ที่มีมหาศาลกว่าภาษาอังกฤษ) ซึ่งอาจทำให้สับสนกันได้ ดังนั้น นักเรียนภาษาญี่ปุ่นจึงต้องได้รับการส่งเสริมการศึกษาตัวอักษรในญี่ปุ่นให้ได้ไวที่สุด และพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ตัวอักษรลาตินเป็นไม้ช่วยพยุง

ฝึกฝนการอ่านออกเสียงภาษาญี่ปุ่น ใน 46 เสียงของภาษาญี่ปุ่นจะประกอบด้วยสระห้าเสียง หรือการผสมกันของสระและพยัญชนะ เสียงสระจะไม่มีการผันแปรอย่างใด คุณสามารถเริ่มฝึกออกเสียงโดยศึกษาวิธีการออกเสียงตัวอักษรแต่ละตัวของฮิรางานะและคาตาคานะก่อน ดูตัวอย่างนี้
เน้นโทนเสียงให้ต่างกัน ความหมายของคำที่คุณพูดจะเปลี่ยนไปตามเสียงที่คุณเปล่งออกมา คำที่มีออกเสียงพยางค์ยาวอาจมีความหมายที่แตกต่างไปจากของเดิมที่ออกเสียงสั้น (“อุ กับ อู” เป็นต้น)

เรียนรู้ความหลากหลายของเสียงพื้นฐาน ตัวกอักษรในภาษาญี่ปุ่นอาจเพิ่มเครื่องหมายลงไปเพื่อบ่งบอกถึงวิธีการออกเสียงที่แตกต่างเล็กน้อย บางครั้งอาจเปลี่ยนความหมายของคำที่เขียนขึ้น คล้ายกันกับเสียง “S” ที่บางครั้งก็ได้ยินเป็นเสียง “Z” ในภาษาอังกฤษ
พยัญชนะเสียงหนักออกเสียงด้วยการหยุดอย่างหนักระหว่างเสียงสองเสียง
สระเสียงยาว จะแตกต่างจากสระเสียงสั้น ซึ่งแสดงถึงคำที่ต่างออกไป ออกเสียงโดยการยึดเสียงเพื่อเพิ่มจังหวะ

ทำความคุ้นเคยกับหลักไวยากรณ์ญี่ปุ่น การที่เรารู้พื้นฐานไวยากรณ์จะช่วยให้เราเข้าใจภาษาญี่ปุ่นและเริ่มเขียนประโยคญี่ปุ่นได้คล่องขึ้น ไวยากรณ์ญี่ปุ่นง่ายและยืดหยุ่น เลยสามารถนำคำมาต่อกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจได้ง่ายกว่า
หัวเรื่องสามารถละเว้นหรือไม่มีก็ได้
คำกริยาจะอยู่ท้ายประโยคเสมอ
คำนามไม่มีเพศระบุ และส่วนใหญ่ไม่มีการเปลี่ยนรูปเมื่ออยู่ในรูปพหูพจน์
คำกริยาไม่เปลี่ยนรูปตามประธานเอกพจน์ (เขา/เธอ/มัน) และก็ไม่เปลี่ยนตามประธานที่เป็นพหูพจน์ด้วย (ประธานที่เป็นพหูพจน์ เช่น ฉัน/พวกเรา/พวกเขา)
อนุภาค ที่กำหนดประเภทคำว่าเป็นประธาน กรรม ฯลฯ จะตามด้วยคำที่เกี่ยวเนื่องกันเสมอ
สรรพนามที่เป็นบุคคล (ฉัน,คุณ,ฯลฯ) จะแตกต่างกันไปตามระดับความสำคัญและความเป็นทางการในแต่ละสถานการณ์

วิธีที่ 2 ข้อแนะนำ

หาเทปฟังเพื่อฝึกฝน หลังจากเรียนรู้พื้ฐานแล้ว ก็ได้เวลาของบทเรียนนอกห้องเรียนเพื่อเพิ่มพูนทักษะของคุณให้มากขึ้น ถ้าคุณเรียนภาษาญี่ปุ่นเอาสนุกๆ เพราะว่าคุณชื่นชอบวัฒนธรรมของญี่ปุ่นเช่น การ์ตูนมังงะและอนิเมะ หรือเพื่อใช้ตอนไปเที่ยวที่ญี่ปุ่น ซีดีใช้ฟังเพื่อการเรียนรู้ก็อาจเพียงพอสำหรับคุณแล้ว เพียงแค่นั่งฟังสักชั่วโมงต่อวัน คุณก็จะเข้าใจการสร้างไวยากรณ์ง่ายๆและคลังคำศัพท์ที่จำเป็นแล้ว
ควรฟังไประหว่างที่คุณทำกิจกรรมต่างๆ เช่นช่วงรับประทานอาหารเช้า กลางวัน หรือช่วงเดินเล่นในสวนสาธารณะก็ดี
ไม่จำเป็นต้องเรียนทักษะการอ่านและการเขียนเพื่อให้สนุกกับภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่นเสมอไป ดังนั้นถ้าคุณมีแผนจะไปเที่ยวทริปสั้นๆที่ญี่ปุ่น การรู้ประโยคพื้นฐานสักสี่ห้าประโยค อาจช่วยให้คุณเข้าใจได้ง่ายกว่าการนั่งงมกับอักษรญี่ปุ่นจนปวดหัว

ลงเรียนวิชาภาษาญี่ปุ่น ถ้าคุณเรียนเพื่อเอาไปประกอบธุรกิจหรืออาศัยอยู่ที่ญี่ปุ่นเลย คุณควรจะลงเรียนภาษาญี่ปุ่นในระดับมหาวิทยาลัย และหลักสูตรเข้มข้นด้วยก็ดี หรือหลักสูตรออนไลน์ก็เข้าท่า การเรียนอ่านและเขียนภาษาญี่ปุ่นจะมีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จในระยะยาวของคุณ และการที่มีครูสอนในช่วงเริ่มเรียนของคุณจะช่วยสร้างความคิด พัฒนาพฤติกรรมการเรียนให้ดีขึ้นแก่ตัวคุณ และอย่าลืมว่า ถ้าสงสัยอะไร ถามครูให้หมดจะเป็นการดียิ่ง
การเรียนเรื่องรูปแบบการเขียนนั้น ถ้าหากคุณคิดว่าการเขียนได้ เขียนเป็น เป็นเป้าหมายสำคัญของคุณในการเรียนภาษานี้ ก็ให้คุณเริ่มเรียนการเขียนทั้งสี่รูปแบบของภาษาญี่ปุ่นให้ครบหมด ฮิรางานะและคาตาคานะสามารถเรียนรู้ และเข้าใจได้ในเวลาไม่กี่สัปดาห์ และคุณยังมันใช้เขียนอะไรก็ได้ที่คุณอยากเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นได้เลย ตัวอักษรคันจิที่ภาษาญี่ปุ่นใช้กันมีอยู่ประมาณ 2,000 ตัวอักษร ฉะนั้น มันต้องเวลาหลายปีในการเรียนรู้ แต่มันก็คุ้มอยู่นะถ้าคุณอยากจะเข้าใจภาษาญี่ปุ่นให้ถ่องแท้ทั้งหมดน่ะ
ใช้การ์ดรวมคำศัพท์ และการ์ดรวมประโยคง่ายๆ ประโยชน์ของกระดาษนี้คือ มันใช้ได้ทุกที่ ใช้ได้ระหว่างรอประชุมบริษัท ระหว่างรอรถไฟ อื่นๆอีกมากมาย คุณสามารถหาการ์ดคำศัพท์ได้ง่ายๆตามเวบไซต์ต่างๆ ฟรี หรือคุณสามารถหาซื้อในแบบที่ดีๆหน่อยตามศูนย์หนังสือมหาวิทยาลัย หรือตามร้านค้าออนไลน์
หากต้องการฝึกคันจิ ให้มองหาการ์ดที่มีคำอธิบาย (วิธีการเขียนตัวอักษร) ที่แสดงตัวอักษรในด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งแสดงตัวอย่างประโยคให้ดูจะดีที่สุด คุณสามารถทำขึ้นเองได้เพื่อตอบสนองความต้องการของคุณได้อย่างถูกจุด
มีส่วนร่วมกับชั้นเรียน และกิจกรรมในชั้นเรียน ทำการบ้านที่ได้รับมอบหมายให้ครบ ยกมือบ่อยๆ และเอาตัวเข้าไปเกี่ยวข้องกับภาษาญี่ปุ่นให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้เพื่อเก็บเกี่ยวความรู้ให้ได้มากที่สุด ไม่งั้นแล้ว คุณจะไม่ก้าวหน้าทางภาษาญี่ปุ่นเลย

วิธีที่ 3 จมอยู่กับภาษาญี่ปุ่น

เข้าร่วมกลุ่มสนทนาภาษาญี่ปุ่น กลุ่มสนทนาเป็นกลุ่มที่สามารถหาได้ค่อนข้างง่ายทางอินเทอร์เน็ตหรือตามห้องสมุด ฝึกฝนหูของคุณให้เก็บสิ่งที่พวกเขาพูดมาให้หมด แม้ว่าคุณจะไม่เข้าใจสิ่งที่พวกเขาพูดเลยก็ตาม พยายามพูดตามพวกเขาเท่าที่เราฟังจับใจความมาได้และนำไปพัฒนาทักษะของตนเอง

หาเพื่อนชาวญี่ปุ่นที่คุณจะสามารถฝึกภาษากับเขาบ่อยๆได้ มีชาวญี่ปุ่นหลายคนที่อยากเรียนภาษาอังกฤษ ดังนั้นคุณอาจหาเพื่อนสักคนที่สามารถช่วยคุณฝึกภาษาญี่ปุ่น แลกกันกับที่คุณช่วยฝึกภาษาอังกฤษให้เขา การหาเพื่อนไว้ช่วยเหลือซึ่งกันและกันง่ายๆเช่นนี้จะทำให้ทักษะของคุณก้าวกระโดดอย่างไม่รู้ตัว
หากิจกรรมทำร่วมกันที่ช่วยฝึกภาษาที่ไม่ใช่ การเรียนการสอน กับเพื่อนของคุณ ถ้าเพื่อนชาวญี่ปุ่นของคุณอาศัยอยู่ที่ประเทศของคุณเป็นเวลาสั้นๆ พาเขาไปชมรอบๆเมืองก็ดี ไปเที่ยวชมวิว เปิดหูเปิดตา อย่างลืมว่า คุณต้องเป็นตัวของตัวเอง ปลดปล่อยตัวเองบ้าง ไม่งั้นคุณจะรู้สึกเครียดกับตัวคันจิที่คุณต้องจำเกินไป สนุกกับมันเป็นทางออกที่ดีที่สุดที่จะประสบความสำเร็จ
วันไหนที่คุณว่าง ไม่ได้ออกไปไหน ให้คุณโทรศัพท์หาเพื่อนคุณทุกวัน สักครึ่งชั่วโมงกำลังดี โดยที่คุณต้องพูดแค่ภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น ฝึกฝนมากเท่าไร ทักษะคุณก็จะชำนาญมากขึ้นเท่านั้น

บริโภคสื่อมิเดียของประเทศญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ นวนิยาย หรือรายการโทรทัศน์ อ่านหรือดูสื่อที่เป็นภาษาญี่ปุ่นทุกวัน ตอนนี้มีรายการโทรทัศน์ของญี่ปุ่นให้ดูหลายรายการเลยบนอินเทอร์เน็ต ไล่ตั้งแต่ตลกขบขัน เกมโชว์จนถึงละคร หาสิ่งที่คุณชื่นชอบ สนใจและเรียนรู้มันจะทำให้ง่ายต่อการเรียนภาษาญี่ปุ่นมากขึ้น หนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นจะมีคำศัพท์ หลักไวยากรณ์ที่เป็นประโยชน์แก่คุณมากมายให้เก็บเกี่ยว พอคุณเริ่มเก่งขึ้น ลองอ่านนวนิยายดู นี่จะช่วยให้คุณพบกับแนวการเขียนที่แปลกขึ้น
หนังสือการ์ตูน (มังงะ) เป็นวัตถุดิบที่ดีในการฝึกการอ่าน แต่ระดับความซับซ้อนของคำก็มหาศาลด้วยเช่นกัน หนังสือการ์ตูนผู้ใหญ่ก็เป็นแนวทางการฝึกที่ดีเช่นกัน (โดยเฉพาะตรงที่มันมีภาพให้เราเข้าใจว่า เรื่องที่อ่านเกี่ยวกับอะไรได้) บางเรื่องก็อาจจะเขียนมาสำหรับเด็กซึ่งจะเต็มไปด้วยเสียงเอฟเฟ็กต์ และศัพท์สแลงเพียบ ระวังตอนที่คุณพูดทวนออกมาเป็นภาษาญี่ปุ่นด้วยนะ

เรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่น นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะฝึกภาษาของคุณ และประยุกต์ใช้ในสิ่งที่คุณร่ำเรียนมา มันจะเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้น และคาดเดาไม่ได้เมื่อเราต้องกลมกลืนไปกับวัฒนธรรมของต่างแดน แม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆก็ตาม และแม้ว่าคุณจะทำการหาข้อมูลมาอย่างแน่นปึ้ก พอไปสถานที่จริง คุณอาจพบเจอกับประสบการณ์ที่คุณไม่อาจจินตนาการถึงก็เป็นได้
ถ้าคุณสมัครเข้าเรียนโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยแล้ว ถามหาโครงการเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่นด้วยก็ดี เพราะนี่เป็นทางที่ดีที่สุดในการศึกษาภาษาญี่ปุ่นในระยะยาว และคุณอาจได้รับทุนช่วยเหลืออีกด้วย
อย่าเพิ่งท้อแท้ถ้าหากคุณไม่เข้าใจที่คนอื่นพูด หรืออ่านอะไรไม่ออก เขียนอะไรไม่ได้ดังใจคุณเลย มันต้องใช้เวลาเป็นปีกว่าคุณจะอ่านออกเขียนได้ ความซับซ้อนและความแตกต่างของภาษาญี่ปุ่นอาจเป็นเรื่องที่ยากในการเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ แต่มันก็เป็นสิ่งที่สวยงามอีกเช่นกัน

5 สิ่งในญี่ปุ่นที่ผมจะไม่มีวันคุ้นชินกับมัน

ช่วงที่ผมอาศัยอยู่ในญี่ปุ่นได้ประมาณสัปดาห์กว่าๆ ผมเดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อ มองหาของกินที่คุ้นปาก เพื่อบรรเทาอาการคิดถึงบ้านสักหน่อย ผมก็ได้ไปเจอกับสิ่งๆหนึ่ง หน้าตาคล้ายกับของกินที่ประเทศผม ผมลองกัดลงไปคำหนึ่ง แค่คำเดียว ผมก็ถูกจู่โจมจากน้ำตาล เนื้อครีมผสมที่หวานเลี่ยนอย่างไม่คาดคิด หวานชนิดที่วิลลี วองก้าต้องพูดออกมาเลยว่า มันอันตรายต่อสุขภาพ

ผมรักประเทศญี่ปุ่น ไล่ตั้งแต่ผู้คน ไปจนถึงขนมโมจิที่เต็มไปด้วยช็อคโกแลตและมาร์ชเมลโลว์ มันช่างเป็นสถานที่ที่น่าทึ่งจริงๆ แต่มันก็มีบางสิ่งที่ผมรับได้ ถึงแม้จะอยู่ห่างไกลจากบ้านผมที่อังกฤษมากก็ตาม ผมก็ยังรับได้ ขณะที่บางสิ่ง ยังทำใจให้คุ้นเคยกับมันได้ยากอยู่ เช่นเจ้าขนมปังที่เต็มไปด้วยน้ำตาล และครีมผสมรสชาติหวานเลี่ยนเป็นต้น
วันแรกในญี่ปุ่นของผมนั้น ผมเดินเข้าไปในร้านๆหนึ่งและสะดุ้งเข้ากับเสียงทักทายที่ผมคิดว่าทุกคนต้องเคยได้ยิน ผมยอมรับว่า สิ่งแรกที่ผมตอบกลับไปหลังจากที่เจ้าของร้าน และพนักงานร้านร้องพร้อมกันว่า “อิรัชไชมัตเสะ!” คือ “ขอโทษครับ ผมพูดภาษาญี่ปุ่นไม่เป็น” พนักงานทั้งร้านมองมาที่ผมด้วยสายตาที่งงงวย และพวกเราเห็นพ้องต้องกันว่า อย่าพูดถึงมันอีก แต่ตอนนี้ผมยืดอกรับเลย คิดซะว่าเรากำลังรับพระราชประกาศอยู่ก็เหมาะดี
แม้ว่า วัฒนธรรมในหลายๆแง่มุมของญี่ปุ่นจะเป็นอะไรที่ง่ายต่อการทำความคุ้นเคย แต่ก็ยังมีอีกแง่มุม ที่ผมคิดว่าชาตินี้คงไม่มีวันเข้าใจแน่นอน ผมเชื่อว่าชาวต่างชาติที่มาตั้งรกรากที่นี่ต้องคิดแบบเดียวกับผม ตั้งแต่วิธีรับประทานอาหาร จนไปถึงวิธีการจาม นี่คือลักษณะเฉพาะตัวที่แปลกประหลาดของญี่ปุ่นที่ทำให้ผมงงงวยมาจนทุกวันนี้

1.เรื่องของก๋วยเตี๋ยว
ตั้งแต่ผมเติบโต และก้าวเข้ามาในโลกของผู้ใหญ่ และสามารถทำอาหารเลี้ยงชีพตัวเองได้แล้วนั้น ผมเรียนรู้มาว่ามีอยู่สองสิ่งที่สำคัญอย่างมากในการรับประทานอาหาร: เคี้ยวอาหารต้องปิดปากให้สนิท และกะหล่ำปลีบรัสเซลล์เป็นสิ่งที่ชั่วร้าย และต้องถูกชำระล้างด้วยไฟบรรลัยกัลป์

ดังนั้น สำหรับผมแล้ว การรับประทานควรมีกิริยาสงบเงียบ การที่ต้องร้องตะโกนออกมาเสียงดังๆให้กับแขกร่วมโต๊ะ เพื่อทำให้เห็นว่าคุณเอร็ดอร่อยกับมื้ออาหารมากแค่ไหนนั้น เป็นสิ่งที่แย่ เราทำเพียงแค่พยักหน้าให้เล็กน้อย หรือคุณจะเก็บไปวิจารณ์กันสนุกปากในกูเกิ้ลแมปก็แล้วแต่คุณ อย่างไรก็ตาม เมื่อผมมาที่ประเทศญี่ปุ่น สิ่งที่ผมรับได้รับการปลูกฝังมา มันกลับตรงกันข้ามกันหมด อันที่จริง มันออกจะดุเดือดด้วยซ้ำ เมื่อคุณกำลังทานราเมนอยู่ คุณควรจะสูดเส้นราเมนให้เสียงดังๆเข้าไว้ ผมได้ยินมาว่าการทำแบบนี้แสดงให้เห็นว่า คุณเอร็ดอร่อยกับมื้ออาหารนี้ และเป็นการกล่าวชื่นชมเชฟทำอาหารทางอ้อมด้วย
หรือมันจะเป็นการทำให้อาหารอร่อยขึ้น โดยการสูดอากาศเข้าปอด พร้อมกับเส้นราเมนและน้ำซุปก็เป็นได้ การที่ทำแบบนี้จะช่วยให้ลิ้นของคุณไม่พอง และสร้างความชุ่มชื่นให้กับรสอาหาร หรือการสูดเส้นราเมนจนสุดเส้น (ถ้าทำได้อย่างถูกต้องละนะ) เพื่อให้เส้นสะบัดขึ้นเหมือน “แส้” และน้ำซุปก็จะกระเด็นติดเสื้อและเนคไทของคุณเต็มไปหมด เป็นทักษะที่เราชาวต่างชาติทำได้ยากนัก ผมยังไม่เข้าใจและสงสัยอยู่ดีว่าทำไมไม่รอให้มันเย็นก่อน แล้วค่อยทานล่ะ

2.เอกสาร เอกสาร และเอกสาร
รู้ไหมผมชอบอะไร? นั่งประทับตราชื่อของผมเป็นครั้งที่ 55 ในวันหนึ่งๆ และก็นั่งกรอกเอกสารฉบับที่ 98 ประเทศญี่ปุ่นเป็นดินแดนที่ข้าราชเข้ามาเพื่อเกษียณอายุกัน
สำหรับสิ่งที่งี่เง่าที่สุด คือผมต้องเตรียมพร้อมทั้งมือสองข้าง และจิตใจให้มั่นคง เพื่อรอรับการมาของกองเอกสารเท่าภูเขา แต่ก็อีกนั่นแหละ บางทีผมอาจพลาดความสนุกของการประทับตราด้วย อินคัน (ตราประทับส่วนตัว) ที่จุ่มลงในหมึก และกดมันลงไปบนรอยพับกระดาษที่เฉียบคมก็เป็นได้ ถ้าไม่ได้มาที่นี่ นี่คืออีกทักษะหนึ่งที่ดูเหมือนง่ายแต่ก็ยังมีวิธีการในแบบของมันเอง เช่นเดียวกับหลายสิ่งหลายอย่างในญี่ปุ่นเช่นกัน

3.“จมูกยาวๆ” นั่น คืออะไรกันน่ะ?
คุณเคยได้ยินคนมาพูดกับคุณว่า “โห จมูกคุณยาวจัง” และคุณก็รู้สึกหัวเสียมากๆไหม? มันอาจเป็นเรื่องที่แปลก ที่จะมาพูดกันแบบนั้น แต่ชาวต่างชาติหลายต่อหลายคนจะเจอกับความคิดเห็นที่ท้ายสุดลงเอยเป็นคำชมไปซะได้ แม้จะรู้สึกอึดอัดใจหรือผิดที่ผิดเวลาก็ตาม
มันเป็นสิ่งที่คนญี่ปุ่นใช้เพื่อเริ่มบทสนทนา แต่ มันไม่มีทางที่คุณจะทำใจให้ชินกับมันได้ ในบางครั้ง การมีคนมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาของคุณก็เป็นเหมือนการนับถือ ภูมิใจในตนเอง มีคนบอกว่าตาผมเป็นสีฟ้า และผมไปเจอกับเด็กคนหนึ่งผู้ซึ่งอยากได้ลูกตาสองข้างของผม หลังจากที่เขาบอกผมว่า เขารู้ที่อยู่ของผม และเมื่อเร็วๆนี้ก็มีคนมาบอกผมอีกว่า จมูกของยาวเป็นสันอย่างกับริมฝั่งของแม่น้ำยังไงยังงั้น
ขณะที่ผมก็ยังไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้อย่างถ่องแท้สักที ดังนั้น สิ่งที่สามารถเอาชนะความแปลกประหลาดแบบนี้ได้ ก็คือการยอมรับมัน

4.เบียร์และของมึนเมา
ในฝั่งตะวันตก การรินเบียร์ให้มีส่วนของ “หัวบียร์” (คุณก็รู้ ไอ้พวกฟองเบียร์อะไรนั่นแหละ) ให้น้อยที่สุดนั้น เป็นเรื่องที่รู้กันอยู่แก่ใจของเหล่านักดื่มที่นั่น

แต่ในญี่ปุ่นั้น มันตรงกันข้ามกันเลย บางครั้ง พวกเขาจะใส่ฟองขาวๆ ลงบนหัวแก้วเพื่อความสวยงาม ผมเข้าใจ มันดูดี แต่มันทำให้การดื่มดูติดๆขัดๆ เพราะเราต้องยกแก้วเบียร์แล้วกระดกผ่านฟองขาวๆที่หนาเกือบนิ้วเพื่อไปให้ถึงตัวเบียร์ให้ได้ ถึงการทำแบบนี้มันจะทำให้ฟองติดริมฝีปากเราจนดูเหมือนมีหนวดก็ตาม
ในขณะที่ฝั่งตะวันตกส่วนใหญ่อาจเห็นด้วยกับสิ่งที่ผมกำลังจะสื่อ ทางฝั่งคนญี่ปุ่นก็คงตกใจไม่ใช่น้อยเมื่อไปเที่ยวต่างประเทศ แล้วเจอเบียร์หัวโล้นของทางนั้นเข้า

5.การห้ามจาม
การจามถือเป็นสิ่งจำเป็นกับชีวิต เราทุกคนก็เคยจามกัน โดยเฉพาะในช่วงที่ไข้หวัดระบาด หรือช่วงหน้าหนาว หน้าร้อน และหน้าที่มีแต่ฝุ่นละอองเต็มไปหมด
ที่ประเทศอังกฤษ ขั้นตอนมาตรฐานของการจาม ตามรับสั่งขององค์ราชินี คือต้องออกไปนอกห้องก่อน แล้วค่อยจาม หรือถ้าออกไปไม่ได้ ก็ให้จามอย่างเงียบๆขณะที่ทุกคนในห้องพร้อมกันส่งสายตารังเกียจใส่คุณ อย่างไรก็ตาม ที่ญี่ปุ่น ดูเหมือนจะตรงกันข้ามอีกแล้ว แม้เพียงแค่คิดอยากจามใส่กระดาษทิชชู่ ก็อาจถูกตบเข้าที่ข้อมือ 10 ครั้ง พร้อมกับตั๋วเที่ยวเดียวออกจากประเทศไปเลย หลายคนเลยเลือกที่จะสูดหายใจกลับเข้าไปดังๆ เพื่อไม่ให้จามออกมาแทน และการใช้กระดาษทิชชู่ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหนก็ตาม คุณจะถูกมองว่าหยาบคายทันที หรือนี่ผมกำลังเข้าแข่งขัน การกลั้นจาม โดยที่ผมยังไม่รู้ตัวใช่ไหมเนี่ย? มีใครให้มากกว่านี้มั้ยครับ?

ญี่ปุ่นได้ทำการซื้อไร่กังหันลมไอริชมูลค่ากว่า 300 ล้านยูโร

สินทรัพย์ที่ประกอบไปด้วยไร่กังหันลม 4 ไร่ที่กำลังดำเนินการอยู่ และคาดว่าไร่ที่ 5 จะดำเนินการภายในปีหน้า
ไมเคิล เมอร์เนน ผู้ประกอบการด้านพลังงานหมุนเวียน และผู้สนับสนุนเงินทุนจากอังกฤษ ได้ขายหุ้นรายใหญ่เป็นยอดรวมของไร่กังหันลมในมึนสเตอร์และคอนน็อท มูลค่าราว 300 ล้านยูโร ให้กับกลุ่มประเทศญี่ปุ่น
โซจิตส์ คอร์ปอเรชั่น บริษัทการค้าการลงทุนจากโตเกียว มิตซุบิชิ ยูเอฟเจ และบริษัท เช่าการเงินและสาธารณูปโภค คันไซ อิเล็คทริค พาวเวอร์ ได้เปิดเผยไปเมื่อวันจันทร์ว่าพวกเขาได้ซื้อหุ้น 60% ในบริษัทที่อยู่เบื้อหลังสินทรัพย์ซึ่งมีความสามารถในการให้พลังงานแก่ที่พักอาศัยเป็นจำนวน 150,000 ครัวเรือน
ผู้ขาย อินวิส เอเนอร์จี ได้จัดตั้งขึ้นมาให้เป็นบริษัทร่วมทุนกันระหว่างบริษัทวิศวกรรมและพลังงานลมของคุณเมอร์เนนอย่าง เครเดิล กรุ๊ป กับ เอชจี แคปปิตอล บริษัทหลักทรัพย์เอกชนจากสหราชอาณาจักร ซึ่งทั้งคู่ถือหุ้นอยู่ 40%
สินทรัพย์นี้มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 223 เมกะวัตต์ ให้พลังงานแก่ไร่กังหันลม 4 ไร่ให้สามารถดำเนินงานได้อยู่ ซึ่งไร่ที่ห้านี้คาดการณ์ว่าจะนำออกมาใช้ภายในต้นปี 2018
ภาคพลังงานลมในไอร์แลนด์มีการใช้งานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา โดยกลุ่มพลังงานนิวเคลียร์ทั่วไปของจีนได้กว้านซื้อสินทรัพย์ที่เป็นไร่ผลิตพลังงานลมกว่า 230 เมกะวัตต์จากแกเลคทริคเมื่อเดือนธันวาคม ขณะที่กรีนโค้ท รีนูเวเบิลที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งใหม่ ซื้อกิจการไปก่อนแล้ว 137 เมกะวัตต์ เมื่อต้นปีที่ผ่านมาจากคู่ค้าของเขา บรูคฟิลด์ รีนูเวเบิล จากแคนาดา
สินทรัพย์ของบรูคฟิลด์เท่ากันกับกิจการพลังงานลมที่บริษัทเพิ่งซื้อไปเมื่อปี 2014 จาก Bord Gáis ที่ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น เออร์เวีย ภายใต้เงื่อนไขของโครงการช่วยเหลือทางการเงินระหว่างประเทศของไอร์แลนด์

นักลงทุน
กรีนโค้ท รีนูเวเบิล เกิดการลอยตัวในตลาดหุ้นไอริชหลังจากที่นักลงทุนได้ระดมทุนไปถึง 270 ล้านยูโร พร้อมทั้งมีแผนจะเข้าซื้อสินทรัพย์ไอริชเพิ่มเติม ในตลาดพลังงานลมที่แยกส่วนในสาธารณรัฐ
ไม่มีการตอบกลับจากออฟฟิศของคุณเมอร์เนน
อย่างไรก็ตาม ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าสมาคมที่อยู่เบื้องหลังการรวมบริษัทของอินวิสมีแผนจะลงทุนด้านพลังงานลมในไอร์แลนด์

สินทรัพย์
สินทรัพย์ในการทำธุรกรรมครั้งนี้ประกอบไปด้วย ไร่กังหันลมบนภูเขาสแตกส์ ในเคาน์ตี้ เคอร์รี่ โครงการชื่อ Leitir Gungaid ในเคาน์ตี้ กัลเวย์ และการพัฒนาที่น็อคดัฟฟ์ เคาน์ตี้ ค็อก
ข้อตกลงแสดงให้เห็นถึงการลงทุนกับพลังงานลมในยุโรปเป็นครั้งแรกของสมาชิกกลุ่มประเทศญี่ปุ่นทั้งสาม และตามที่ อินวิส กล่าว “เป็นก้าวแรกของการพัฒนาฐานพลังงานทดแทนในความร่วมมือกับคู่ค้าประสบความสำเร็จ”
การทำธุรกรรมดังกล่าวดำเนินการโดยบริษัทญี่ปุ่นที่ถือหุ้น 60% ในนามของ เอวาแลร์ จำกัด บริษัทไอริชที่จัดตั้งขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ ซึ่งถูกตั้งขึ้นมาเพื่อนำไร่กังหันลมกำลังไฟฟ้า 223 เมกะวัตต์มาเก็บไว้ภายในบริษัท ตามคำแถลงของ มิต ซุบิชิ ยูเอฟเจ

บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของญี่ปุ่นเตรียมสนับสนุนแคบเบจ ระบบกู้เงินออนไลน์เพื่อธุรกิจสตาร์ทอัพ

แคบเบจ ระบบกู้เงินออนไลน์เพื่อธุรกิจสตาร์ทอัพมูลค่ากว่าพันล้านเหรียญสหรัฐ ได้ประกาศการทำตราสารเงินทุนกับ Softbank เทเลคอม ยักษ์ใหญ่ด้านการสื่อสารโทรคมนาคมของญี่ปุ่น ตามที่ได้มีการแถลงข่าวไป

Softbank เทเลคอม ยักษ์ใหญ่ด้านการสื่อสารโทรคมนาคมของญี่ปุ่น
http://tm.softbank.jp/english/personal/

แคบเบจ ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2008 เพื่อทำลายช่องว่างในการกู้เงินมาลงทุนทำธุรกิจ มีลูกค้าอยู่ในระบบถึง 100,000 คน ปล่อยเงินให้กู้ไปแล้วกว่า 3.5 พันล้านเหรียญสหรัฐในการระดมทุนให้กับธุรกิจทั้งขนาดเล็ก และขนาดกลางที่เพิ่งจะตั้งไข่

นอกจากนี้ แคบเบจยังคอยสนับสนุนเครื่องใช้สอยอัตโนมัติให้กับธนาคารสาขาใหญ่ๆเช่นซานแทนเดอร์และสโคเชียแบงค์

ซอฟต์แบงค์ บริษัทแม่ เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ทั้งของ Yahoo! ประเทศญี่ปุ่น และ Sprint ผู้ให้บริการสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ตามที่ร็อบ โฟรไวน์ ผู้ก่อตั้งร่วมและซีอีโอของแคบเบจกล่าวไว้ การลงทุนที่มีมูลค่าหลายล้านเหรียญสหรัฐของซอฟต์แบงค์นี้ แสดงให้เห็นถึงการเพิ่มเงินทุนครั้งใหญ่ในพื้นที่กู้ยืมเงินแก่บรรดาธุรกิจดิจิทัลขนาดเล็กทั้งหลาย

“ด้วยการลงทุนครั้งนี้ แคบเบจจะสามารถขยายการกู้ยืมผลิตภัณฑ์ของตนให้ไปสู่ธุรกิจขนาดเล็กได้อย่างกว้างขวางขึ้น และสำรวจการให้บริการที่เกี่ยวเนื่องแก่ลูกค้าของตนไปพร้อมๆกันได้” เขาตอบกลับในอีเมล ส่งถึง บิสเนส อินไซเดอร์ โดยโฆษกแถลงข่าว

ตามที่โฟรไวน์กล่าวไว้ ว่าการระดมทุนนี้จะช่วยให้บริษัทสามารถจัดหาผลิตภัณฑ์ ออกใบแจ้งหนี้และการชำระเงินให้แก่ลูกค้าได้อย่างเฉพาะเจาะจง นอกจากนี้ยังช่วยให้บริษัทปรับแต่ง แก้ไขข้อเสนอของพวกเขาเองในโอกาสต่อๆไปได้อีกด้วย

“ร้านอาหาร ธุรกิจก่อสร้าง และร้านค้าขายปลีกพวกนี้ จะมีโมเดลธุรกิจที่แตกต่างกัน ฤดูกาลที่ต่างกัน รวมไปถึงการสะพัดของเงินก็ต่างกัน” โฟรไวน์กล่าว “เราเชื่อว่าผลิตภัณฑ์ทางการเงินควรได้รับการปรับแต่งให้เหมาะสมกับพวกเขา ไม่ใช่ยัดทุกอย่างไปให้หมด”

การระดมทุนของซอฟต์แบงค์ครั้งนี้ นำพาให้ยอดของเงินลงทุนสูงถึง 500 ล้านเหรียญสหรัฐ และตามรายงานจากโฆษกของแคบเบจ กล่าวว่าแคบเบจมีมูลค่าประมาณ 1 พันล้านเหรียญเมื่อปี ค.ศ. 2016

บริษัทญี่ปุ่นทำการซื้อกิจการซาโดลิน เพ้นท์ในแอฟริกาตะวันออกได้สำเร็จ

จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ บริษัท คันไซ เพ้นท์ ประเทศญี่ปุ่น ได้เข้าซื้อกิจการของบริษัท ซาโดลิน เพ้นท์ อูกันดา จำกัด โดยเจ้าหน้าที่ที่เป็นตัวแทนของทั้งสองบริษัทได้จัดงานแถลงข่าวแก่สื่อมวลชนขึ้นที่โรงงานมูลค่า 10 ล้านยูเอสดอลลาร์ของบริษัท ที่ตั้งในใจกลางนิคมอุตสาหกรรมนามันวี นอกเมืองกัมปาลาเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม
เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่ได้เปิดเผยถึงจำนวนเงินที่ใช้ซื้อกิจการ อีกทั้งคันไซยังได้กรรมสิทธิ์ในการดำเนินงานของซาโดลินทั้งหมดในแอฟริกาตะวันออกอีกด้วย
คริส นูเกนท์ กรรมการผู้จัดการของซาโดลินกล่าวว่า ทั้งผลิตภัณฑ์และการบริการของบริษัทยังคงเหมือนเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด “มีแต่ชื่อเท่านั้นแหละที่เปลี่ยน” เขากล่าว “ไม่ว่าจะพนักงาน ราคาสินค้า หรือโลโก้บริษัทก็ยังคงเดิม”
เขากล่าวอีกว่า เราเริ่มมีการคิดชื่อใหม่ให้กับซาโดลินและคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในหกอาทิตย์ข้างหน้า
นูเกนท์ไม่ได้เผยรายละเอียดที่มาของการซื้อกิจการในครั้งนี้ “มันมีเรื่องของข้อผูกมัดบางอย่างที่ไม่ลงรอยกันกับคู่ค้าของเราในเรื่องของข้อกำหนดใช้สี” เขากล่าว
วิม แบรมเมอร์ กรรมการผู้จัดการของคันไซ พลาสคอน อีสต์ แอฟริกา ที่ตั้งอยู่ในไนโรบี ประเทศเคนยา กล่าวว่า เขายินดีกับการซื้อกิจการครั้งนี้ เพราะยี่ห้อนี้เป็นที่รู้จักกันดีในอูกันดา เพิ่มเติมคือเราก็จะสามารถร่วมมือกันวางแผนเพื่อขยายขอบเขตการลงทุนไปถึงแอฟริกาตะวันออกและเขตที่เหลืออื่นๆในแอฟริกาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เขากล่าวเสริมอีกว่า อุตสาหกรรมก่อสร้างในอูกันดาเริ่มเติบโตมากขึ้นเช่นเดียวกับชนชั้นแรงงานที่เพิ่มขึ้นตาม ทำให้ความต้องการอุปกรณ์ก่อสร้างเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงสีด้วยเช่นกัน
“ผมมีความยินดีที่จะประกาศว่าเราได้ทำการซื้อซาโดลินที่เต็มไปด้วยพนักงานมากความสามารถมาได้สำเร็จ” เขากล่าว “เราจะทำการนำเข้าเทคโนโลยีใหม่ๆ ทันสมัยเข้ามาเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทอย่างแน่นอน” แบรมเมอร์กล่าว
ตามที่นูเกนท์กล่าว ซาโดลินก่อตั้งขึ้นในประเทศอูกันดา เมื่อปี ค.ศ. 1963 และเป็นผู้ควบคุมตลาดสีก่อสร้างกว่า 60% อูกันดามีบริษัทที่ทำกิจการเรื่องสีก่อสร้างแบบจริงๆจังๆไม่ถึง 5 บริษัท

เกร็ดน่ารู้

คันไซเพ้นท์เป็นบริษัทสากลที่มีฐานปฏิบัติการอยู่ที่ญี่ปุ่น จีน เอเชีย ตะวันออกกลาง ยุโรปและแอฟริกา ผลิตภัณฑ์ของบริษัทนี้เกี่ยวข้องกับงานอุตสาหกรรม ตกแต่ง สีป้องกันบ้าน ตึกอาคาร และกลุ่มยานยนต์ ทางบริษัทมีสถาบันวิจัยและพัฒนาอยู่ที่ญี่ปุ่น อินเดียและแอฟริกาใต้