5 สิ่งในญี่ปุ่นที่ผมจะไม่มีวันคุ้นชินกับมัน

ช่วงที่ผมอาศัยอยู่ในญี่ปุ่นได้ประมาณสัปดาห์กว่าๆ ผมเดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อ มองหาของกินที่คุ้นปาก เพื่อบรรเทาอาการคิดถึงบ้านสักหน่อย ผมก็ได้ไปเจอกับสิ่งๆหนึ่ง หน้าตาคล้ายกับของกินที่ประเทศผม ผมลองกัดลงไปคำหนึ่ง แค่คำเดียว ผมก็ถูกจู่โจมจากน้ำตาล เนื้อครีมผสมที่หวานเลี่ยนอย่างไม่คาดคิด หวานชนิดที่วิลลี วองก้าต้องพูดออกมาเลยว่า มันอันตรายต่อสุขภาพ

ผมรักประเทศญี่ปุ่น ไล่ตั้งแต่ผู้คน ไปจนถึงขนมโมจิที่เต็มไปด้วยช็อคโกแลตและมาร์ชเมลโลว์ มันช่างเป็นสถานที่ที่น่าทึ่งจริงๆ แต่มันก็มีบางสิ่งที่ผมรับได้ ถึงแม้จะอยู่ห่างไกลจากบ้านผมที่อังกฤษมากก็ตาม ผมก็ยังรับได้ ขณะที่บางสิ่ง ยังทำใจให้คุ้นเคยกับมันได้ยากอยู่ เช่นเจ้าขนมปังที่เต็มไปด้วยน้ำตาล และครีมผสมรสชาติหวานเลี่ยนเป็นต้น
วันแรกในญี่ปุ่นของผมนั้น ผมเดินเข้าไปในร้านๆหนึ่งและสะดุ้งเข้ากับเสียงทักทายที่ผมคิดว่าทุกคนต้องเคยได้ยิน ผมยอมรับว่า สิ่งแรกที่ผมตอบกลับไปหลังจากที่เจ้าของร้าน และพนักงานร้านร้องพร้อมกันว่า “อิรัชไชมัตเสะ!” คือ “ขอโทษครับ ผมพูดภาษาญี่ปุ่นไม่เป็น” พนักงานทั้งร้านมองมาที่ผมด้วยสายตาที่งงงวย และพวกเราเห็นพ้องต้องกันว่า อย่าพูดถึงมันอีก แต่ตอนนี้ผมยืดอกรับเลย คิดซะว่าเรากำลังรับพระราชประกาศอยู่ก็เหมาะดี
แม้ว่า วัฒนธรรมในหลายๆแง่มุมของญี่ปุ่นจะเป็นอะไรที่ง่ายต่อการทำความคุ้นเคย แต่ก็ยังมีอีกแง่มุม ที่ผมคิดว่าชาตินี้คงไม่มีวันเข้าใจแน่นอน ผมเชื่อว่าชาวต่างชาติที่มาตั้งรกรากที่นี่ต้องคิดแบบเดียวกับผม ตั้งแต่วิธีรับประทานอาหาร จนไปถึงวิธีการจาม นี่คือลักษณะเฉพาะตัวที่แปลกประหลาดของญี่ปุ่นที่ทำให้ผมงงงวยมาจนทุกวันนี้

1.เรื่องของก๋วยเตี๋ยว
ตั้งแต่ผมเติบโต และก้าวเข้ามาในโลกของผู้ใหญ่ และสามารถทำอาหารเลี้ยงชีพตัวเองได้แล้วนั้น ผมเรียนรู้มาว่ามีอยู่สองสิ่งที่สำคัญอย่างมากในการรับประทานอาหาร: เคี้ยวอาหารต้องปิดปากให้สนิท และกะหล่ำปลีบรัสเซลล์เป็นสิ่งที่ชั่วร้าย และต้องถูกชำระล้างด้วยไฟบรรลัยกัลป์

ดังนั้น สำหรับผมแล้ว การรับประทานควรมีกิริยาสงบเงียบ การที่ต้องร้องตะโกนออกมาเสียงดังๆให้กับแขกร่วมโต๊ะ เพื่อทำให้เห็นว่าคุณเอร็ดอร่อยกับมื้ออาหารมากแค่ไหนนั้น เป็นสิ่งที่แย่ เราทำเพียงแค่พยักหน้าให้เล็กน้อย หรือคุณจะเก็บไปวิจารณ์กันสนุกปากในกูเกิ้ลแมปก็แล้วแต่คุณ อย่างไรก็ตาม เมื่อผมมาที่ประเทศญี่ปุ่น สิ่งที่ผมรับได้รับการปลูกฝังมา มันกลับตรงกันข้ามกันหมด อันที่จริง มันออกจะดุเดือดด้วยซ้ำ เมื่อคุณกำลังทานราเมนอยู่ คุณควรจะสูดเส้นราเมนให้เสียงดังๆเข้าไว้ ผมได้ยินมาว่าการทำแบบนี้แสดงให้เห็นว่า คุณเอร็ดอร่อยกับมื้ออาหารนี้ และเป็นการกล่าวชื่นชมเชฟทำอาหารทางอ้อมด้วย
หรือมันจะเป็นการทำให้อาหารอร่อยขึ้น โดยการสูดอากาศเข้าปอด พร้อมกับเส้นราเมนและน้ำซุปก็เป็นได้ การที่ทำแบบนี้จะช่วยให้ลิ้นของคุณไม่พอง และสร้างความชุ่มชื่นให้กับรสอาหาร หรือการสูดเส้นราเมนจนสุดเส้น (ถ้าทำได้อย่างถูกต้องละนะ) เพื่อให้เส้นสะบัดขึ้นเหมือน “แส้” และน้ำซุปก็จะกระเด็นติดเสื้อและเนคไทของคุณเต็มไปหมด เป็นทักษะที่เราชาวต่างชาติทำได้ยากนัก ผมยังไม่เข้าใจและสงสัยอยู่ดีว่าทำไมไม่รอให้มันเย็นก่อน แล้วค่อยทานล่ะ

2.เอกสาร เอกสาร และเอกสาร
รู้ไหมผมชอบอะไร? นั่งประทับตราชื่อของผมเป็นครั้งที่ 55 ในวันหนึ่งๆ และก็นั่งกรอกเอกสารฉบับที่ 98 ประเทศญี่ปุ่นเป็นดินแดนที่ข้าราชเข้ามาเพื่อเกษียณอายุกัน
สำหรับสิ่งที่งี่เง่าที่สุด คือผมต้องเตรียมพร้อมทั้งมือสองข้าง และจิตใจให้มั่นคง เพื่อรอรับการมาของกองเอกสารเท่าภูเขา แต่ก็อีกนั่นแหละ บางทีผมอาจพลาดความสนุกของการประทับตราด้วย อินคัน (ตราประทับส่วนตัว) ที่จุ่มลงในหมึก และกดมันลงไปบนรอยพับกระดาษที่เฉียบคมก็เป็นได้ ถ้าไม่ได้มาที่นี่ นี่คืออีกทักษะหนึ่งที่ดูเหมือนง่ายแต่ก็ยังมีวิธีการในแบบของมันเอง เช่นเดียวกับหลายสิ่งหลายอย่างในญี่ปุ่นเช่นกัน

3.“จมูกยาวๆ” นั่น คืออะไรกันน่ะ?
คุณเคยได้ยินคนมาพูดกับคุณว่า “โห จมูกคุณยาวจัง” และคุณก็รู้สึกหัวเสียมากๆไหม? มันอาจเป็นเรื่องที่แปลก ที่จะมาพูดกันแบบนั้น แต่ชาวต่างชาติหลายต่อหลายคนจะเจอกับความคิดเห็นที่ท้ายสุดลงเอยเป็นคำชมไปซะได้ แม้จะรู้สึกอึดอัดใจหรือผิดที่ผิดเวลาก็ตาม
มันเป็นสิ่งที่คนญี่ปุ่นใช้เพื่อเริ่มบทสนทนา แต่ มันไม่มีทางที่คุณจะทำใจให้ชินกับมันได้ ในบางครั้ง การมีคนมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาของคุณก็เป็นเหมือนการนับถือ ภูมิใจในตนเอง มีคนบอกว่าตาผมเป็นสีฟ้า และผมไปเจอกับเด็กคนหนึ่งผู้ซึ่งอยากได้ลูกตาสองข้างของผม หลังจากที่เขาบอกผมว่า เขารู้ที่อยู่ของผม และเมื่อเร็วๆนี้ก็มีคนมาบอกผมอีกว่า จมูกของยาวเป็นสันอย่างกับริมฝั่งของแม่น้ำยังไงยังงั้น
ขณะที่ผมก็ยังไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้อย่างถ่องแท้สักที ดังนั้น สิ่งที่สามารถเอาชนะความแปลกประหลาดแบบนี้ได้ ก็คือการยอมรับมัน

4.เบียร์และของมึนเมา
ในฝั่งตะวันตก การรินเบียร์ให้มีส่วนของ “หัวบียร์” (คุณก็รู้ ไอ้พวกฟองเบียร์อะไรนั่นแหละ) ให้น้อยที่สุดนั้น เป็นเรื่องที่รู้กันอยู่แก่ใจของเหล่านักดื่มที่นั่น

แต่ในญี่ปุ่นั้น มันตรงกันข้ามกันเลย บางครั้ง พวกเขาจะใส่ฟองขาวๆ ลงบนหัวแก้วเพื่อความสวยงาม ผมเข้าใจ มันดูดี แต่มันทำให้การดื่มดูติดๆขัดๆ เพราะเราต้องยกแก้วเบียร์แล้วกระดกผ่านฟองขาวๆที่หนาเกือบนิ้วเพื่อไปให้ถึงตัวเบียร์ให้ได้ ถึงการทำแบบนี้มันจะทำให้ฟองติดริมฝีปากเราจนดูเหมือนมีหนวดก็ตาม
ในขณะที่ฝั่งตะวันตกส่วนใหญ่อาจเห็นด้วยกับสิ่งที่ผมกำลังจะสื่อ ทางฝั่งคนญี่ปุ่นก็คงตกใจไม่ใช่น้อยเมื่อไปเที่ยวต่างประเทศ แล้วเจอเบียร์หัวโล้นของทางนั้นเข้า

5.การห้ามจาม
การจามถือเป็นสิ่งจำเป็นกับชีวิต เราทุกคนก็เคยจามกัน โดยเฉพาะในช่วงที่ไข้หวัดระบาด หรือช่วงหน้าหนาว หน้าร้อน และหน้าที่มีแต่ฝุ่นละอองเต็มไปหมด
ที่ประเทศอังกฤษ ขั้นตอนมาตรฐานของการจาม ตามรับสั่งขององค์ราชินี คือต้องออกไปนอกห้องก่อน แล้วค่อยจาม หรือถ้าออกไปไม่ได้ ก็ให้จามอย่างเงียบๆขณะที่ทุกคนในห้องพร้อมกันส่งสายตารังเกียจใส่คุณ อย่างไรก็ตาม ที่ญี่ปุ่น ดูเหมือนจะตรงกันข้ามอีกแล้ว แม้เพียงแค่คิดอยากจามใส่กระดาษทิชชู่ ก็อาจถูกตบเข้าที่ข้อมือ 10 ครั้ง พร้อมกับตั๋วเที่ยวเดียวออกจากประเทศไปเลย หลายคนเลยเลือกที่จะสูดหายใจกลับเข้าไปดังๆ เพื่อไม่ให้จามออกมาแทน และการใช้กระดาษทิชชู่ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหนก็ตาม คุณจะถูกมองว่าหยาบคายทันที หรือนี่ผมกำลังเข้าแข่งขัน การกลั้นจาม โดยที่ผมยังไม่รู้ตัวใช่ไหมเนี่ย? มีใครให้มากกว่านี้มั้ยครับ?

หนังญี่ปุ่นเรื่อง “แฮปปี้เนส” ได้สอนให้รู้ว่า การใช้เทคโนโลยีมาแก้ไขปัญหาความโศกเศร้ามันยิ่งทำให้ชีวิตย่ำแย่ลง

ยินดีต้อนรับเข้าสู่คอลัมน์ “กระดาษโกงเกม (Cheat Sheet)” คอลัมน์ที่จะมาวิเคราะห์แยกส่วนหนังที่ฉายในเทศกาลต่างๆ งานเปิดตัววีอาร์ และงานอีเวนต์พิเศษอื่นๆอีกมากมาย บทวิจารณ์นำมาจากงานฉายภาพยนตร์เอเชียที่นิวยอร์ก หรืองาน New York Asian Film Festival นั่นเอง

หนังญี่ปุ่นเรื่อง “แฮปปี้เนส” เปรียบเหมือนกับการขับรถสีดำทะมึน บนถนนที่มุ่งไปสู่เงามืดอย่างช้าๆ ยิ่งขับไปลึกเท่าไร ก็ยิ่งมองไม่เห็นแสงมากเท่านั้น จากนั้น หน้าต่างก็เลื่อนลงมา เผยให้เห็นใบหน้าคนขับที่จ้องมองผู้ชมอย่างไม่กระพริบ แล้วก็ขับรถหายไปในพริบตา ทิ้งไว้ซึ่งความรู้สึกอึ้งอย่างบอกไม่ถูกแก่ผู้ชม
เหมือนในหนังเรื่องนี้ที่ไม่ยอมอธิบายความเป็นมาเป็นไปของตัวละครหลักให้ผู้ชมเข้าใจเลย รู้เพียงแค่เป็นชายหนุ่มไว้ผมทรงเอลวิส เพรสลีย์ ที่เอาแต่คร่ำครวญกับเรื่องราวต่างๆ น่าสงสารเนอะ เพราะว่าจุดแข็งของหนังเรื่องนี้คือการที่ค่อยๆเผยเรื่องราวของตัวละคร การเล่าเรื่องที่ค่อยๆสร้างอารมณ์ร่วมให้กับผู้ชม และรู้สึกไปกับตัวละครนั้นๆ ความเงียบ วังเวงที่แผ่ซ่านไปทั่วตัวหนัง และการใช้ความเนือยให้กับหนังเพื่อเอาไปขยี้ในฉากไคลแมกซ์ ขณะที่เสียงบรรยากาศรอบๆทำหน้าที่สะท้อนอารมณ์ ความนึกคิดของตัวเอกให้ผู้ชมเห็น หนังเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องมีดนตรี เพราะหนังใช้ความเงียบมาทำให้หนังดูเป็นสัจนิยม ซึ่งก็เป็นประโยชน์แก่ท้องเรื่องที่มีความเป็นแฟนตาซีหน่อยๆเหมือนกัน

แล้วมันแนวไหนล่ะ เรื่องนี้?
แนวอินดี้ ลึกลับ ที่มีส่วนประกอบของเครื่องมือที่รวมเอานวนิยายไซไฟกับแพทย์แผนโบราณของเอเชียเข้ามาไว้ด้วยกัน

เรื่องมันเป็นยังไง?
เนื้อเรื่องจะพูดถึงหมวกกันน็อกลึกลับใบหนึ่งที่ติดแป้นตัวอักษรพิมพ์ดีดสีทองไว้เต็มหมวก พร้อมด้วยระบบปฏิบัติการอยู่ภายในหมวกเพื่อฝังภาพเสมือนจริงเข้าสู่สมองผู้สวมใส่ หน้าตามันเหมือนหมวกใส่กับรถจักรยานยนต์ที่ดูออกจะดุดันหน่อยๆ ประดิษฐ์โดยชายชื่อว่า คันซากิ (รับบทโดย มาซาโตชิ นางาเสะ)หมวกนี้ได้ดึงดูดให้ผู้สนใจเข้ามาชมมันมากมายหลักจากเขาประกาศสรรพคุณของมันออกไป ว่าสามารถทำให้ผู้สวมใส่มีความสุขตลอดโดยการลบความจำในอดีตได้ แม้ว่าผู้คนแถวนั้นจะคลางแคลงใจในตัวเขากับหมวกใบนั้นอยู่ หมวกใบนั้นก็สามารถพิสูจน์ให้ผู้คนเห็นว่ามันสามารถดึงเอาความทรงจำที่ชวนให้รำลึกถึงความหลังครั้งอดีตของผู้ใช้ออกมาได้ แม่ผู้มีลูกที่ไม่เอาไหน ได้ย้อนกลับไปเห็นวันที่ลูกลืมตาดูโลก หัวเราะคิกคักอยู่ในเปลนอนอีกครั้ง อิชิดะ ผู้ที่สวมหมวกและเห็นตัวเองกำลังตีโฮมรันได้จากเสียเชียร์ของแฟนคลับ ต่อมา คันซากิจึงได้ขึ้นชื่อว่าเป็นฮีโร่ที่มาช่วยฟื้นฟูบ้านเมืองให้มีชีวิตชีวาอีกครั้ง แต่ถึงอย่างนั้น คันซากิก็ยังเป็นตัวละครที่เข้าใจได้ยากอยู่ ชีวิตส่วนตัวและอดีตของเขายังคงเป็นความลับอยู่ แต่เมื่อเขาต้องมารักษาอิโนะอุเอะ นักโทษวัยรุ่นที่ถูกขังเดี่ยว ด้วยลักษณะท่าทางของเขา คันซากิก็ได้ขอเวลาส่วนตัวพูดคุยกับอิโนะอุเอะ หลังจากจุดนี้ไป หนังก็เริ่มดำดิ่งเข้าสู่ภายในชีวิตส่วนตัวของคันซากิ

แล้วมันเกี่ยวกับอะไรกันแน่?
แรงจูงใจในการสร้างหมวกใบนี้ของคันซากิ คงไม่ใช่ทำไปเพราะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมหรอก หนังเรื่องนี้จะสื่อให้เห็นว่าความสุขและความเศร้ามันคาบเกี่ยวกันยังไง และอธิบายว่าความทรงจำที่ขมขื่นที่สุดของคนๆหนึ่ง กลับกลายเป็นความทรงจำที่สุขที่สุดได้อย่างไร “แฮปปี้เนส” เป็นหนังที่จะสำรวจเข้าไปถึงความรุนแรงทางอารมณ์ การบาดเจ็บทางจิตใจ ความรู้สึกลึกลับที่ค่อยๆก่อตัวขึ้น การไร้อำนาจ (ความเชื่อของญี่ปุ่นดั้งเดิมที่ชื่อ โชอุกาไน แปลว่า ช่วยอะไรไม่ได้) เยาวชนที่ทำตัวไม่เหมาะสมและความขุ่นเคือง

แล้วมันดีรึเปล่า?
“แฮปปี้เนส” เกือบจะเป็นหนังที่ดูสนุก แต่ด้วยการที่มันชอบโยนฉากที่ดูแล้วอธิบายไม่ได้ว่ามันคืออะไรอยู่หลายครั้ง การปูตัวละครที่เนิบช้า กว่าจะเข้าสำรวจชีวิตส่วนตัวของตัวละคร ก็ปาเข้าไปใกล้จบแล้ว สิ่งเหล่านี้มันทำให้ผู้ชมไม่ได้รู้สึกเอาใจช่วยตัวละครในเรื่องเลย ดูหนังเรื่องนี้ให้ความรู้สึกเหมือนดูภาพวาดที่แห้งแล้ง แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เหมือนกับเราได้อ่านนิยายฆาตรกรรมสืบสวนสอบสวนของอกาธา คริสตี้เรื่อง “ตายยกเกะ” กับนิยายเรื่อง “คดีฆ่าหั่นศพ Out” ของนัตซึโอะ คิริโนะ ที่ว่าด้วยหญิงวัยกลางคนทำการฝังเพื่อนร่วมงานที่ช่วยกันฆ่าสามีของเธอเอง นิยายเหล่านี้มันเต็มไปด้วยการหักมุมแบบ หักแล้วหักอีก หักแต่ละที เลือดออกซิบๆเป็นแถบ ฉะนั้น “แฮปปี้เนส” จึงเป็นหนังที่ให้ความรู้สึกก้ำกึ่งระหว่าง สนุกมากจนน่าติดตาม กับ น่าเบื่อหน่าย
จุดที่ผิดพลาดในการเล่าเรื่องก็ปราฏออกมาให้เห็นตั้งแต่ฉากแรกๆ ที่คันซากิเดินทอดน่องเข้าไปในร้านค้าที่ถูกทิ้งร้างและไปเห็นหญิงชรานั่งขดตัวอยู่ตรงหัวมุม เขาออกจากร้านนั้น และกลับมาใหม่พร้อมกับหมวกหวนไห้ถึงอดีตของเขา ซาบุ มือเขียนบท เขาทำให้ฉากนี้รู้สึกเหมือนกับว่า มันดูเร่งรีบไป ฉากแรกก็เผยให้เห็นหมวกนี่แล้วหรือ? ไม่มีที่มาที่ไปเกริ่นก่อนเลย มันถูกใส่เข้ามาในหนังอย่างกับนิยายไซไฟราคาถูก หญิงชราที่เศร้าโศกเหลือคณา ถูกจับเข้าเครื่องบรรเทาทุกข์ในรูปแบบของหมวกมหัศจรรย์อย่างทันทีทันใดแบบนี้หรือ? แล้วเธอก็กลับมาหัวเราะเคล้าน้ำตาได้อีกครั้ง มันดูหยาบคายและน่าอึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูกเลย
ซาบุเลือกที่จะใช้ความเงียบมาแทนเป็นคำพูด กล้องแช่อยู่ที่หน้าของคันซากิ พยายามถ่ายทอดความเครียด ระส่ำระส่ายในใจออกมา แล้วก็ตัดกล้องไปสู่แผนการขั้นต่อไปของเขาอย่างรวดเร็ว แบบนี้มันก็ได้ผลอยู่บ้างในบางฉาก แต่ไม่ใช่ทุกฉาก เช่นเดียวกับการแช่กล้องให้เห็นการเดินขึ้นบันไดเป็นสิบๆขั้นของคันซากิ หรือเช่นเดียวกันกับการแช่กล้องไว้ที่หน้าคันซากิ เพื่อให้เห็นน้ำตาของเขาที่ไหลออกมาตอนที่เขาอยู่บนรถเมล์ ฉากเหล่านี้ดูแล้วให้ความรู้สึก ไม่จบไม่สิ้นสักที “แฮปปี้เนส” มีความยาวแค่ 91 นาที แต่ดูจริงกลับรู้สึกว่า มันยาวกว่านั้น
ช่วงที่ดีที่สุดในหนัง: คือช่วงที่ย้อนอดีตเพื่ออธิบายถึงแก่นของหนัง ฉากต่อสู้สุดเจ๋ง และฉากการประดิษฐ์หมวกของเขา เยี่ยมยอด! ด้วยความที่เป็นหนังทุนต่ำ ฉากพวกนี้จึงออกมาแค่ช่วงสั้นๆเพื่อกันงบบานปลาย

ควรจัดเรทที่เท่าไหร่ดี?
หนังเรื่องนี้ได้เรทอาร์จากฉากโหดที่โผล่มาแบบพร่ำเพรื่อ แต่ฉากพวกนั้นมีน้อยมากจนคิดว่า ถ้าไม่นับฉากโหดๆแล้ว ฉากที่เหลือทั้งเรื่อง ได้แค่เรทจีก็เพียงพอแล้ว

จะหาดูได้จากไหน?
“แฮปปี้เนส” ออกฉายที่ประเทศญี่ปุ่นในปี 2016 และฉายจำกัดโรงในอเมริกา